
2019-07-14 13:50:33
อะโวคาโด ผลไม้ที่คุณค่าทางโภชนาการสูง ถูกขนานนามว่าเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” เพราะอะโวคาโด ประกอบด้วย ไขมันดีที่ให้พลังงานเป็นไขมันคุณภาพสูง แถมมีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่า อะโวคาโด เป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

ทุกวันนี้อะโวคาโดได้กลายเป็นอาหารยอดนิยมอย่างไม่น่าเชื่อ ในกลุ่มคนที่ใส่ใจสุขภาพ และอะโวคาโดถูกเรียกว่า Super Food เพราะอุดมด้วยประโยชน์สุขภาพมหาศาล อย่างไม่น่าเชื่อ
อะโวคาโดมีหลากหลายชนิด มีรูปร่างและสีแตกต่างกันไป ตั้งแต่คล้ายลูกแพร์ ไปจนถึงกลมและมีสีเขียว สีดำ
อะโวคาโด 1 ลูก มีน้ำหนักประมาณ 220 กรัม ถึง 1.4 กิโลกรัม เลยทีเดียว
อะโวคาโดมีคุณค่าทางโภชนาการ และมีสารอาหารทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากกว่า 20 ชนิด
อะโวคาโด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้
นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุแมกนีเซียม แมงกานีส ทองแดง เหล็ก สังกะสี ฟอสฟอรัส และวิตามินเอ, วิตามินบี 1(thiamine), วิตามินบี 2 (riboflavin) และวิตามินบี 3 (niacin)
อะโวคาโด 100 กรัม ให้พลังงาน 160 แคลอรี่
ดังนั้น อะโวคาโดไม่มีคอเลสเตอรอลหรือโซเดียม และมีไขมันอิ่มตัวต่ำ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
2. อะโวคาโดมีปริมาณโพแทสเซียมมากกว่ากล้วย
โพแทสเซียมเป็นสารอาหารที่คนส่วนใหญ่มักไม่ได้รับในปริมาณที่เพียงพอ หน้าที่ของแร่ธาตุโพแทสเซียม สารอาหารนี้ช่วยรักษาระดับของสารอิเลกโทรไลต์ในเซลล์ของร่างกาย เพื่อทำหน้าที่ต่างๆในร่างกาย
อะโวคาโดมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูงมาก อะโวคาโดขนาด 100 กรัม มีปริมาณโพแทสเซียม 14 เปอร์เซนต์ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน (RDA) เมื่อเทียบกับกล้วยมีปริมาณเพียงแค่ 10 เปอร์เซนต์ ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน(RDA) เท่านั้น
ข้อมูลงานวิจัยหลายชิ้น ระบุว่า หากร่างกายได้รับแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งสามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคหัวใจจังหวะและภาวะไตวายได้
3. อะโวคาโดอุดมไปด้วยกรดไขมันดี
อะโวคาโดเป็นอาหารที่มีไขมันสูงที่ประกอบด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ในความเป็นจริงแล้ว 77 เปอร์เซนต์ ของแคลอรี่ในอะโวคาโด นั้นมาจากไขมันทำให้มันแต่เป็นไขมันชนิดดีเป็นหลัก
ซึ่งไขมันส่วนใหญ่ในอะโวคาโดเป็นกรดโอลิอิก กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของน้ำมันมะกอก ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
กรดไขมันโอเลอิค มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการเกิดโรคมะเร็ง กรดไขมันในอะโวคาโดยังทนต่อการออกซิเดชั่นที่เกิดจากความร้อนอีกด้วย (ลดการเกิดมะเร็ง) ทำให้น้ำมันอะโวคาโดเหมาะในการปรุงเป็นอาหาร แต่ไม่เหมาะในการนำไปทอด ด้วยอุณหภูมิสูงๆนะ

4. อะโวคาโดมีใยอาหารสูง
ใยอาหารเป็นสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในอะโวคาโดในปริมาณที่สูง เป็นชนิดใยอาหารที่ไม่สามารถย่อยได้ ทำให้มีประโยชน์ และเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก ลดน้ำตาลในเลือด และป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังอื่นๆได้ด้วย
สำหรับเส้นใยที่ละลายน้ำ มักถูกกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียในลำไส้ ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย สำหรับอะโวคาโด 100 กรัม มีเส้นใยที่ละลายน้ำได้ประมาณ 25 เปอร์เซนต์ และเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำอีก 75 เปอร์เซนต์
5. กินอะโวคาโด สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้
ปริมาณคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์สูง เป็นสาเหตุทำให้เกิดการอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง และโรคอื่นๆอีกมากมาย
6. อะโวคาโดเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องสายตา
อะโวคาโดไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารแอนติออกซิแดนท์จากอาหารอื่นๆ แต่อะโวคาโดยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงอีกด้วย
รวมไปถึงมีปริมาณสารแคโรตินอยด์(carotenoids) ลูทีน(lutein) และซีแซนทิน (zeaxanthin) ซึ่งสำคัญต่อสุขภาพของดวงตา
ดังนั้น การกินอะโวคาโด ในระยะยาวจะดีต่อสุขภาพดวงตา
7. กินอะโวคาโด ช่วยลดน้ำหนัก
เนื่องจากอะโวคาโดมีเส้นใยสูง และมีคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก กินแล้วทำให้เรารู้สึกอิ่ม อยู่ท้อง สามารถเป็นอาหารช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะจะทำให้อิ่มท้องนานขึ้น กินแคลอรี่น้อยลง

ลักษณะของอะโวคาโด
1. สีม่วงน้ำตาล-อ่อนนุ่ม สุกกินได้ลักษณะของอะโวคาโดพร้อมกิน เหมาะสำหรับการปรุง หรือประกอบอาหารได้ทุกรูปแบบเก็บในตู้เย็นได้
2. สีน้ำตาลเขียว-แข็งนุ่มเล็กน้อย สุกกินได้
เป็นลักษณะของอะโวคาโดพร้อมกินเช่นกัน แต่เหมาะสำหรับการหั่น ที่ต้องการรูปทรงของผลอะโวคาโด เพราะมีความแข็งเล็กน้อย ไม่เละจนเกินไป สามารถเก็บในตูเย็นได้เพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นาน หรือวางไว้ในชามผลไม้ข้างนอก จนเป็นสีม่วงสีน้ำตาลได้เช่นกัน
3. สีมะกอกเขียว-ไม่สุก
อะโวคาโดแบบนี้ สามารถเก็บไว้ในชามผลไม้ได้ จนกว่าผิวของอะโวคาโดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลสีเขียว
4. สีเขียวสว่าง-ไม่สุก
อะโวคาโดแบบนี้ยังกินไม่ได้ แนะนำให้เก็บไว้ในชามผลไม้จนผิวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลสีเขียวก็ได้เช่นกัน
วิธีเก็บอะโวคาโด
เราสามารถเก็บผลอะโวคาโดในตู้เย็นได้เลย ไม่ต้องตัดแต่งหรือหั่นเนื้อออกมาเป็นชิ้น แต่ที่สำคัญคือสามารถเก็บได้ประมาณ 2-3 วัน เท่านั้น